BEETLE (KAFER)
ผลิต 1 AUG 1962 - 30 JUL 1963
Chassis 4846836 ถึง 5677118 |
ปี 63 นับว่าเป็นปีที่น่าเล่นปีหนึ่ง ด้วยความคลาสสิกหลายอย่างเช่น ไฟส่องป้ายทะเบียนแบบจมูกแม่มด ก็มาสิ้นสุดที่ปีนี้ หลังคาถลก ไฟเลี้ยวแบบถั่ว และที่สำคัญเต่าปี 63 เป็นรุ่นทางวอลท์ดิสนีย์ได้เอามา แสดงเรื่อง Love Bug จนโด่งดังไปทั่วโลก มาดูกันฮะว่า ปี 63 มีอะไรกันบ้าง
| ปี 63 เป็นปีสุดท้ายของไฟเลี้ยว "ถั่ว" พอปี 64 ก็จะเปลี่ยนเป็นไฟเลี้ยวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สเปคอเมริกาไฟหน้าจะเป็นแบบไม่มีลาย และจะฝัง Seal beam ไว้ด้านใน ในขณะที่สเป็คยุโรปจะเป็นเสนส์แบบมีลายและเป็นโคมฉาย |
|

| กันชนถ้าเป็นสเปคยุโรปจะเป็นแบบหงอนเล็ก ถ้าเป็นสเปคอเมริกาจะเป็นแบบรั้ว ไฟด้านหลังสเปคอเมริกาจะเป็นสีแดงล้วน สเปคยุโรปจะเป็นสีแดงสลับส้ม สังเกตุว่าไฟส่องป้ายทะเบียนหลังจะเป็นแบบจมูกแม่มด ซึ่งปี 63 เป็นปีสุดท้ายของไฟส่องป้ายทะเบียนแบบนี้ พอปี 64 ก็จะเปลี่ยนเป็นแบบจมูกบาน (ผมเรียกเองนะ) และฝากระโปรงหลังระหว่าปี 63 กับ ปี 64 ก็แตกต่างกันเล็กน้อย ดูในรูปด้านข้าง "จมูกแม่มด" จะมีสันเลยยาวมาด้านล่าง แต่ของปี 64 จะมาสุดที่ไฟส่องป้ายทะเบียน ไม่ได้ยาวเลยมาด้านล่างเหมือนของ 63 |
|
| ด้านหน้าปีนี้จะเป็นปีแรกที่ไม่มีโลโก้บนฝากระโปรง (ซึ่งผมว่ามีสวยกว่านะ) และคิ้วบนฝากระโปรงจะยาวกว่าปี 62 แต่ความกว้างเท่ากัน |
|
| คิ้วด้านข้างตัวรถ คิ้วบันไดจะเป็นคิ้วใหญ่ ...คิ้วแบบเดิมจากโรงงานจะทำมาจากอลูมิเนียม ด้านหลังของหูช้างด้านหน้า จะเป็นเสาตรง เสาตรงนี้จะใช้ไปจนปี 64 แล้วเปลี่ยนเป็นเสาเอนตอนปี 65 |
|
ยางอะหลั่ยสามารถวางไว้ด้านหน้าได้ และบางคันได้ติดอุปกรณ์เสริมเพื่อเอาลมจากยางอะหลั่ยเป็นแรงดันให้กับที่ฉีดน้ำฝน กล่าวคือเจ้ากระติกเก็บน้ำสำหรับฉีดกระจกนี้ต้องเติมลม (จะมีจุ้บยางเพื่อเติมลมที่ตัวกระติก) เข้าไปเพื่อเป็นแรงดันให้น้ำพุ่งไปสู่กระจกได้ เวลาลมหมดก็ต้องเติมใส่กระติกใหม่อีกครั้ง แต่อุปกรณ์เสริมตัวนี้ จะเป็นอะแด็ปเตอร์เสียบไปที่ จุ้บยางอะหลั่ยแทน ลมจากยางอะหลั่ยก็จะไหลเข้ากระติกเก็บน้ำนี้ ทำให้ไม่ต้องเติมลมอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ไม่ทำให้ลมยางอะหลั่ยหมดนะครับ เมื่อลมในยางอะหลั่ยเริ่มน้อย เจ้าอะแด็ปเตอร์นี้ก็จะตัด ไม่ให้ใช้ลมจากยางอะหลั่ยอีกต่อไป ฉลาดเนอะ...
ขอขอบคุณพี่เอ้ อยุธ ที่ท้วงติงมาเรื่อง ลมจากยางอะหลั่ยนี้นะครับ :-) |
|
| เปิดยางอะหลั่ยออกมาจะมีที่เก็บน้ำสำหรับฉีดกระจก ด้านหน้าแบบนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 62 กระปุกด้านข้างที่เก็บน้ำคือกระปุกน้ำมันเบรค ถังน้ำมันถูกออกแบบให้แบนขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะได้มีเนื้อที่เก็บของมากขึ้น ฝาถังน้ำมันจะเล็กกว่าของปี 60 ในรูปด้านซ้ายจะเป็นที่เก็บแม่แรง (ว่าแต่รถรกจังเนอะ รถใครหว่า) |
|
ด้านล่างที่เก็บน้ำจะเป็น Plate ที่บอกคุณลักษณะของรถ ... ผมจะอธิบายความหมายของ Plate ในแต่ละแบบในคราวต่อไป |
|
| ที่ฉีดน้ำฝนจะเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 61 จุดยึดที่ปัดน้ำฝนจะเยื้องจากศูนย์กลางมาด้านขวาเล็กน้อย เพื่อให้ใบปัดอยู่พอดีกับกระจกตอนที่ไม่ได้ใช้งาน |
|
| ที่เปิดประตูแบบกด จะใช้มาตั้งแต่ปี 60 ไปจนถึงปี 66 ด้านคนขับจะมีรูให้เสียบกุญแจ แต่ด้านคนนั่งจะไม่มี |
|

| หน้าปัทม์ปี 63 จะเป็นแบบนี้ โดยของเดิมจากโรงงานจะไม่มีวิทยุติดมา จะเป็นคิ้วยาวไปจรดกับที่วัดระดับน้ำมัน พวงมาลัยจะเป็นแบบกระเช้า เข็มที่วัดความเร็วจะเป็นสีขาวงาช้าง เลขกิโลเมตรจะไปสุดที่ 140 ด้ามเกียร์จะเป็นแท่งตรง ที่วัดระดับน้ำมันจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มาตั้งแต่ปี 62 ปุ่มต่าง ๆ จะเป็นสีงาช้างทั้งหมด ฝรั่งเรียก Ivory knob ... ในรูปบนพวงมาลัยที่ห้อยอยู่และแอร์เป็นอุปกรณ์เสริม :-) |
|
ด้านคนนั่งจะมีที่จับ ซึ่งจะอยู่เหนือเก๊ะด้านบน ที่จับนี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในปี 1961
|
|
คันเร่งจะใช้แบบนี้มาตั้งแต่ปี 58 และจะไปเปลี่ยนอีกทีตอนปี 67
|
|
ลายแผงประตูแบบเดิมจากโรงงานจะเป็นแบบนี้ ผมได้ลอกลายเอาไว้แล้ว หากเพื่อน ๆ ต้องการลายแผงข้างนี้ ให้เมลล์มาที่ napat@spymac.com |
|
ที่พักแขนด้านคนนั่งจะเป็นแบบนี้ สังเกตุจะมีคิ้วอลูมิเนียมคาดอยู่ด้วย |
|

ตรงเสาประตูจะมีหมุดกากบาท ซึ่งทำหน้าที่ปิดรูสำหรับใส่เข็มขัดนิรภัย หมุดกากบาทนี้เริ่มใช้ปี 62 เป็นปีแรก ... ด้านหลังคนขับจะมีที่เขี่ยบุหรี่ |
|
ด้านบนของเสาประตูจะมีสายสำหรับให้ผู้โดยสารด้านหลังจับเพื่อดึงตัวขึ้นและออกจากรถ ... งงมั้ยเนี่ย ... เอาเป็นว่ามันไว้สำหรับคนนั่งหลังจับแล้วกัน ใครไม่เคยนั่งเต่าด้านหลังไม่รู้หรอกว่าสายนี้เอาไว้ทำอะไร :-) |
|
ที่ปิดที่เก็บของด้านหลัง จะมีปุ่มงาช้างไว้สำหรับยึดปิด - เปิด ตัวแผงปิดจะถูกปั้มลายตาราง ทุกจุดตัดจะมีหมุดสีเงินปักไว้ |
|
ที่ล้อคหูช้างหลังจะเป็นทรงเตี้ย และหูช้างหลังแบบเปิดได้นี้จะใช้ตั้งแต่ปี 62 (เจ้าหูช้างหลังนี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานปี 62) จนปี 64 สำหรับเต่าในเขตร้อน ซึ่งในยุโรป และอเมริกาไม่มีนะครับ :-) ...ต่อมาในปี 65 หูช้างหลังจะใหญ่ขึ้น จุดยึดจะเปลี่ยนไปยึดที่กระจกเลย ไม่ใช่ยึดที่ของเหมือนรุ่นนี้ ในรูปจะมีหมุดกากบาทที่ปิดรูยึดเข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ซึ่งหมุดนี้ในรถเต่าแบบนี้ 1 คันจะมี 8 อัน |
|
เครื่องเดิมที่ติดมากับรถจะเป็นเครื่อง 1200cc คาบูเร็ทเตอร์จะเป็นเบอร์ 28 |
|
| ที่หมุน ragtop จะเป็นแบบนี้ ซึ่งปี 63 จะเป็นปีเดียวที่ใช้ตัวหมุนแบบนี้ |
|
กระจกมองหลังของปี 63 ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 60 |
|
ที่บังแดดจะเล็กมากฮะ และแกนของอันขวาจะสั้นกว่าแกนของอันซ้าย เพราะจะต้องหลบความกว้างของกระจกมองหลัง |
|
มือหมุนกระจก และมือเปิดประตูก็จะเป็นแบบนี้ |
|
เบรคมือจะเป็นด้ามเรียวยาว และปุ่มปลดล๊อคเบรคมือจะเป็นสีงาช้าง |
|
คู่มือที่ติดมากับรถจะเป็นแบบนี้ ในรูปค่อนข้างทรุดโทรมมากฮะ กว่าจะผ่านมาถึงผม ก็ผ่านมาหลายมือแล้ว แต่ยังดีที่เจ้าของเก่าไม่ทิ้ง :-) |
|
หลังจาก Walt Disney ทำหนังเรื่องใหม่คือ Love bug ออกมาทำให้เจ้า "เต่าทอง" เป็นสัญลักษณ์แห่งความน่ารัก จากอดีตสู่ปัจจุบัน ความน่ารักของเจ้า HERBIE ก็ยังมีอยู่มิเสื่อมคลาย |
|
เลข 53 ที่ติดอยู่หน้ารถ มีที่มาคือทาง WALT DISNEY ชอบนักเบสบอลคนหนึ่งที่ใช้เบอร์ 53 (จำชื่อนักเบสบอลไม่ได้อ่ะ) |
|
ในเรื่องเจ้า HERBIE ใช้เต่าโมเดลปี 63แต่เครื่องข้างในโมดิฟายใหม่โดยใช้เครื่องของ Porsche และเกียร์ก็เช่นกัน LOVE BUG มีทั้งหมดอยู่ 4 ตอน รูปที่เห็นอยู่ด้านบนทั้งหมดมาจาก THE LOVE BUG ซึ่งเป็นตอนแรก |
|
ตอนที่ 2 คือ HERBIE RIDES AGAIN ในเรื่องเจ้า HERBIE ช่วยปกป้องยายแก่จากการทุบตึกของนายทุน |
|
ตอนที่ 3 HERBIE GOES TO MONTE CARLO การกลับมาอีกครั้งของ DEAN JONES ที่เป็นพระเอกในตอนแรก |
|
ภาคสุดท้าย HERBIE GOES BANANAS เป็นเรื่องราวที่ HERBIE ไปช่วยเด็กคนนึง ในตอนนี้ HERBIE เกือบตาย |
|
ฉากสำคัญที่ดังไปทั่วโลกก็อยู่ในตอน HERBIE GOES BANANAS ฉากนี้เจ้า HERBIE ถูกโยนทิ้งลงทะเล |
|
ความยิ่งใหญ่ของ HERBIE ทำให้กระแส "เต่าทอง" ในกลางยุค 60 บูมขึ้นมาอีกครั้ง |
|
เรียกได้ว่า THE LOVE BUG เป็นหนังที่ทำให้เต่าทองเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเป็นหนังที่ทำให้เต่า "ยิ่งใหญ่ที่สุด" ก็ว่าได้ ได้ยินแว่ว ๆ มาว่าทาง WALT DISNEY จะทำภาคใหม่ของ THE LOVE BUG อยู่ หวังว่าคงได้เห็นเร็ว ๆ นี้
:-) |
|
:-) ขอขอบคุณ คุณFriday 63, คุณEarth ที่เอื้อเฟื้อภาพครับ
|